⚡ การ์ดความจำ 60 วินาที
เดชาดิศร · ร.3 · วัดโพธิ์ · 2374 · 593 บท · เรียน 13 บท · โคลงสี่สุภาพ
- ผู้ชำระ/รวบรวม — สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
- ผู้สั่งให้จารึก — พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3)
- จารึกที่ — วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เมื่อคราวปฏิสังขรณ์ พ.ศ. 2374 (และบันทึกไว้ใน สมุดไทย ด้วย)
- จำนวน — ชำระไว้ 593 บท · หนังสือเรียนคัดมา 13 บท
- คำประพันธ์ — โคลงสี่สุภาพ (1 บท = 4 บาท 8 วรรค 30 คำ / เอก 7 โท 4)
- ที่มา — คัมภีร์โบราณของ อินเดีย (บาลี + สันสกฤต) ของเก่ามีมาแต่ สมัยอยุธยา
- โลกนิติ แปลว่า — แนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
- อ่านว่า — โคลง–โลก–กะ–นิด
👑 1. ผู้แต่ง — กรมพระยาเดชาดิศร
- พระนามเดิม พระองค์เจ้ามั่ง (พระองค์เจ้าละมั่ง) ประสูติ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2336 สิ้นพระชนม์ 4 กันยายน พ.ศ. 2402 ในรัชกาลที่ 4
- พระราชโอรสใน รัชกาลที่ 2 กับ เจ้าจอมมารดานิ่ม ซึ่งเป็นธิดาของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) — ตาของท่านคือผู้แปลเรียบเรียง สามก๊ก และ ราชาธิราช
- ทรงเป็น ต้นราชสกุลเดชาติวงศ์
- เลื่อนพระอิสริยยศตามรัชกาล: ร.2 = พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเดชอดิศร (กำกับ กรมพระอาลักษณ์) → ร.3 = พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนเดชอดิศร → ร.4 = พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมสมเด็จพระเดชาดิศร → ร.5 = สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
- บทพระนิพนธ์ — โคลงโลกนิติ, โคลงภาพต่าง ๆ, โคลงนิราศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์, ฉันท์ดุษฎีสังเวยพระพุทธบุษยรัตน์ (พระแก้วขาว) และฉันท์กล่อมพระอื่น ๆ, ประกาศพระราชพิธีต่าง ๆ
⚠️ ตัวหลอกยอดฮิต — สามก๊ก = เจ้าพระยาพระคลัง (หน) | โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ = พระราชนิพนธ์ ร.3 | ทั้งสองเรื่อง ไม่ใช่ ผลงานของกรมพระยาเดชาดิศร
📜 2. ที่มา · จุดประสงค์
- ร.3 ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ใน พ.ศ. 2374
- มีพระราชประสงค์ให้จารึกสุภาษิตคำสอนบนแผ่นศิลา ประดับไว้ในวัด
- โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระยาเดชาดิศรชำระโคลงโลกนิติสำนวนเก่า (มีมาแต่สมัยอยุธยา แต่ยังไม่สมบูรณ์) แก้ไขให้เรียบร้อยและนิพนธ์เพิ่ม จนได้ 593 บท
- จุดประสงค์ — เพื่อให้ประชาชนได้อ่าน ศึกษา และจดจำข้อคิดที่ดีงามไปปฏิบัติให้เกิดผล อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างการแต่งโคลงสี่สุภาพที่ดีเลิศ
ที่มาคัมภีร์ = ของ “อินเดียโบราณ” ทั้งหมด
- ภาษาบาลี — คัมภีร์โลกนิติ (โลกนิติปกรณ์), โลกนัย, ธรรมนีติ, ราชนีติ, พระธรรมบท, ชาดก ฯลฯ
- ภาษาสันสกฤต — จาณักยศตกะ, วยาการศตกะ, หิโตปเทศ
บทนำเรื่อง (บทที่ 2 ของฉบับเต็ม)
“ครรโลงโลกนิตินี้ นมนาน / มีมาแต่โบราณกาล เก่าพร้อง / เป็นสุภสิตสาร สอนจิต / กลดั่งสร้อยสอดคล้อง เวี่ยไว้ในกรรณ”
= โคลงนี้มีมาแต่โบราณ เป็นสุภาษิตสอนใจ ฟังไพเราะเหมือนได้สร้อยมาคล้องหู (ครรโลง = โคลง, กรรณ = หู)
✍️ 3. ฉันทลักษณ์ — โคลงสี่สุภาพ
1 บท = 4 บาท = 8 วรรค = 30 คำ · เอก 7 · โท 4 · สุภาพ 19
- จำนวนคำ — วรรคหน้า (วรรคที่ 1) ของทุกบาท 5 คำ · วรรคหลังของบาทที่ 1, 2, 3 มี 2 คำ · วรรคหลังของบาทที่ 4 มี 4 คำ
- คำสร้อย — ถ้าความยังไม่ครบ เติมท้าย บาทที่ 1 และบาทที่ 3 ได้อีกแห่งละ 2 คำ (เช่น ใส่นา, กันนา, ประดับนา)
- สัมผัสนอก 3 คู่ — คำสุดท้ายบาทที่ 1 → ส่งไปคำสุดท้ายวรรคหน้าของบาทที่ 2 และ 3 · คำสุดท้ายบาทที่ 2 → ส่งไปคำสุดท้ายวรรคหน้าของบาทที่ 4
- ไม่บังคับสัมผัสใน (มีได้เพื่อความไพเราะ แต่ไม่ใช่ข้อบังคับ)
- คำตายใช้แทนคำเอกได้ (เช่น จะ พลุ ริ จอด ปาก ปราบ)
บาท ๑ ○ ○ ○ เอก โท │ ○ ○ (สร้อย ๒)
บาท ๒ ○ เอก ○ ○ ○ │ เอก โท
บาท ๓ ○ ○ เอก ○ ○ │ ○ ○ (สร้อย ๒)
บาท ๔ ○ เอก ○ ○ โท │ เอก โท ○ ○
🔁 คำเอกโทษ vs คำโทโทษ — ห้ามสลับ!
คำเอกโทษ = คำที่ปกติเขียน ไม้โท → เปลี่ยนมาเขียน ไม้เอก (เพื่อลงตำแหน่งบังคับเอก) เสียงเดิมไม่เปลี่ยน
ผึ้ง→พึ่ง · หน้า→น่า · ไหม้→ไม่ · หญ้า→ญ่า (“หย่อมญ่าเหี่ยวแห้งเรื้อ”)
คำโทโทษ = คำที่ปกติเขียน ไม้เอก → เปลี่ยนมาเขียน ไม้โท (เพื่อลงตำแหน่งบังคับโท)
พุ่ง→ผุ้ง · คร่ำ→ขร้ำ (“กร่อนขร้ำ”) · พร่อง→ผร้อง (“อย่าผร้อง”)
เคล็ด: ชื่อบอกปลายทาง — เอกโทษ ลงช่อง “เอก”, โทโทษ ลงช่อง “โท”
🔑 โคลงกระทู้ = โคลงสี่สุภาพที่ตั้งคำ/ข้อความเป็น “กระทู้” ไว้หน้าบาททั้งสี่ แล้วแต่งขยายความ
• กระทู้ 1 คำ → บท “คุณแม่หนาหนักเพี้ยง / คุณบิดร… / คุณพี่… / คุณพระอาจารย์…”
• กระทู้ 2 คำ → บท “เพื่อนกิน / หาง่าย / เพื่อนตาย / หายาก”
🔤 4. คำศัพท์ที่ต้องแม่น
| กราย | เดินเฉียดเข้าไปใกล้ ๆ |
| เกลอ | เพื่อน |
| คณนา | นับ |
| ครรโลง | โคลง |
| เคียด | เคือง โกรธ |
| จ้อย | เล็ก น้อย |
| โฉด | โง่ เขลา |
| ชเล | ทะเล |
| ชลธาร | น้ำ ลำน้ำ |
| เด็ด | ตาย (คนเด็ดดับสูญสังขารร่าง) |
| ดุจ / พ่าง / เพี้ยง / กล | เหมือน (หลากคำ) |
| เต้า | ภาชนะรูปร่างคล้ายน้ำเต้า เช่น เต้าปูน |
| ไป่ | ไม่ |
| ไพเพิด | ขับไล่ ร้องให้ตกใจหนีไป |
| ผร้อง | คำโทโทษของ “พร่อง” = ไม่เต็มเพราะลดหรือขาดไป |
| ผี | คนที่ตายไปแล้ว — “ฝากผีฝากไข้” = ฝากให้ดูแลยามเจ็บป่วยและทำศพเมื่อตาย |
| พสุธา | แผ่นดิน |
| มาน | มี |
| เมรุมาศ | เขาพระสุเมรุ |
| เรื้อ | ร้าง |
| ศศิ | ซึ่งมีกระต่าย คือ ดวงจันทร์ |
| ศิขรา | ภูเขา |
| สันดาน | อุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด |
| สังขาร | ร่างกาย ตัวตน |
| สาคร | แม่น้ำ ทะเล |
| แสลง | ไม่ถูกกับโรค |
| แหนง | หมาง ระแวง |
| หยั่ง | วัดดูเพื่อให้รู้ตื้นลึก |
| หยัน | เยาะ เย้ย |
| หัว | หัวเราะ |
| อาตม์ | ตน ตัวตน |
| อินทรีย์ | ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สิ่งมีชีวิต |
“น้ำ/ทะเล” มีหลายคำ: ชลธาร · ชเล · สมุทร · สาคร
🎨 5. วรรณศิลป์ที่ออกสอบ
- อุปมา (เปรียบเทียบ) — ใช้มากที่สุด เช่น คุณแม่ เพี้ยง พสุธา, คุณบิดร ดุจ อากาศ, คุณพี่ พ่าง ศิขรา; คนรู้น้อยเหมือน กบ ในสระเล็ก; ความชั่วเหมือน สนิม กัดเนื้อเหล็ก
- คู่เปรียบตรงข้าม — บท “รักกันอยู่ขอบฟ้า” (รัก ↔ ชัง, ไกล ↔ ใกล้) ทำให้เห็นความต่างชัดเจน
- การเล่นคำซ้ำต้นบาท — บท “น้ำ…” (น้ำใช้ / น้ำอบ / น้ำปูน / น้ำจิต) และบท “เว้นวิจารณ์ว่างเว้น” (เว้น…ทุกบาท)
- หลากคำ — ใช้คำต่างกันแต่ความหมายเดียว เช่น เพี้ยง–ดุจ–พ่าง (=เหมือน)
- เล่นเสียงพยัญชนะ — ครั้นคราวเคียดคุมชัก / สายดิ่งทิ้งทอดมา
- นำธรรมชาติและสิ่งใกล้ตัวมาเปรียบ — ก้านบัว หย่อมหญ้า นก กบ สนิมเหล็ก โคควาย ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
ระวัง — โคลงบท “อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย / หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้” สองบาทแรกไม่มีอุปมา (อุปมาไปอยู่สองบาทหลังที่เปรียบกับดวงจันทร์–ดวงอาทิตย์)
🏛️ 6. ความรู้ประกอบ — วัดพระเชตุพนฯ
- เดิมชื่อ วัดโพธาราม (ชาวบ้านเรียก วัดโพธิ์) สร้างสมัยอยุธยา · สมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ยกเป็นพระอารามหลวง
- ร.1 บูรณปฏิสังขรณ์ พระราชทานนาม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ → ร.4 เปลี่ยนท้ายนามเป็น …มังคลาราม
- เป็น วัดประจำรัชกาลที่ 1 · ร.3 โปรดให้รวบรวมวิชาความรู้จารึกไว้ จนได้สมญา “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย”
- จารึกวัดโพธิ์ 1,440 ชิ้น ขึ้นทะเบียน มรดกความทรงจำแห่งโลก (UNESCO) เมื่อ พ.ศ. 2554
- เป็นที่ประดิษฐาน พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล: ศรีสรรเพชญดาญาณ (ร.1) · ดิลกธรรมกรกนิทาน (ร.2) · มุนีบัตรบริขาร (ร.3) · ทรงพระศรีสุริโยทัย (ร.4)
⚠️ 7. จุดหลอกที่พลาดกันบ่อย
- ผู้ชำระ = กรมพระยาเดชาดิศร ≠ ผู้สั่งจารึก = ร.3 ≠ ตาผู้แปลสามก๊ก = เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
- เป็นโอรสใน ร.2 แต่ผลงานชำระเกิดสมัย ร.3 — อย่าตอบสลับ
- โคลงสี่สุภาพ ไม่บังคับสัมผัสใน (ข้อนี้มักเป็นคำตอบของ “ข้อใดไม่ใช่ข้อบังคับ”)
- เอกโทษ ↔ โทโทษ สลับกันบ่อยที่สุด — ท่องว่า “ชื่อบอกช่องที่ไปลง”
- “โคลงโลกนิติ” อ่าน โคลง–โลก–กะ–นิด (คู่มือบางเล่มเฉลยว่า “โคลง–โลก–นิ–ติ” ซึ่งไม่ตรงกับหนังสือเรียนและพจนานุกรม)
- บท “นกน้อยขนน้อยแต่ พอตัว” = สอนให้เอาอย่างนก (ความพอเพียง) แต่บทจระเข้/งู/เสือ ในโคลงอื่น = สอนไม่ให้ทำอย่างสัตว์
- “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” — อย่าตอบกลับข้างว่า “เพื่อนร่วมสุขหายากกว่าเพื่อนร่วมทุกข์”
📖 โคลง 13 บทที่ใช้เรียน — อ่านโคลง → อ่านคำแปล → จำ “ข้อคิด/สำนวน” ให้ได้ เพราะข้อสอบมักยกโคลงมาถามว่า สอนเรื่องอะไร / ตรงกับสำนวนใด / ไม่สอดคล้องกับข้อใด
บทที่ 1 — มิตรพาลอย่าคบให้สนิทนัก
มิตรพาลอย่าคบให้ สนิทนัก
พาลใช่มิตรอย่ามัก กล่าวใกล้
ครั้นคราวเคียดคุมชัก เอาโทษ ใส่นา
รู้เหตุสิ่งใดไซร้ ส่อสิ้นกลางสนาม
💬 แปล — อย่าคบหรือสนิทสนมกับคนพาล อย่าพูดคุยใกล้ชิดกับคนพาลที่ไม่ใช่มิตรแท้ เพราะเมื่อถึงคราวโกรธเคืองขึ้นมา เขาจะใส่ความให้เราเป็นฝ่ายผิด และรู้เรื่องอะไรของเราก็จะนำไปเปิดเผยประจานกลางที่สาธารณะ
💡 สอน การเลือกคบคน — ไม่ควรให้ความสนิทสนมกับคนพาล · ศัพท์: เคียด = โกรธ, ส่อ = ฟ้อง/เปิดเผย, สนาม = ที่สาธารณะ, “ใส่นา” = คำสร้อย
บทที่ 2 — รู้น้อยว่ามากรู้ (กบในกะลา)
รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำลึกเหลือ
💬 แปล — คนที่รู้น้อยแต่หลงระเริงใจว่าตนรู้มาก เหมือนกบที่เกิดในสระเล็ก ๆ ไม่เคยเห็นทะเลอันกว้างใหญ่ จึงชมว่าน้ำในบ่อน้อยของตนลึกเหลือเกิน
💡 ตรงกับสำนวน “กบในกะลาครอบ” · ตำหนิคนรู้น้อยแต่สำคัญตนว่ารู้มาก · ศัพท์: กล = เหมือน, จ้อย = เล็ก, ไป่ = ไม่, ชเล = ทะเล
บทที่ 3 — พระสมุทรสุดลึกล้น
พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง
💬 แปล — ทะเลลึกจนนับไม่ถ้วน ยังใช้สายดิ่งหยั่งวัดได้ ภูเขาสูงก็ยังวัดได้ แต่จิตใจของมนุษย์นั้นยากแท้ที่จะหยั่งถึง
💡 สิ่งที่คาดคะเนยากที่สุดคือ “จิตใจมนุษย์” · ศัพท์: คณนา = นับ, หยั่ง = วัดให้รู้ตื้นลึก
บทที่ 4 — รักกันอยู่ขอบฟ้า
รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง
💬 แปล — คนที่รักกัน แม้อยู่ไกลสุดขอบฟ้าหรือมีภูเขาขวางกั้น ก็เหมือนอยู่ห้องเดียวกัน แต่คนที่ชังกัน แม้อยู่ใกล้ก็ไม่อยากมองหน้ากัน เหมือนมีขอบฟ้าและป่าไม้มาบังไว้
💡 เด่นเรื่อง “คู่เปรียบตรงข้าม” (รัก↔ชัง, ไกล↔ใกล้) · สอนว่าความห่างไกลไม่เป็นอุปสรรคของคนรักกัน · “กันนา” = คำสร้อย
บทที่ 5 — สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน
สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง
💬 แปล — สนิมเกิดจากเนื้อเหล็กเอง แล้วกัดกินเนื้อเหล็กจนกร่อนผุพัง เช่นเดียวกับบาปที่เกิดจากการกระทำของคนเอง และผลของบาปนั้นก็ย้อนกลับมาลงโทษผู้ทำบาปเอง
💡 สอนเรื่อง ผลของการกระทำ / กฎแห่งกรรม ตรงกับสำนวน “หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น” · ขร้ำ = คำโทโทษของ “คร่ำ” (เก่ามาก)
บทที่ 6 — นกน้อยขนน้อยแต่พอตัว
นกน้อยขนน้อยแต่ พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว อยู่ได้
มักใหญ่ย่อมคนหัว ไพเพิด
ทำแต่พอตัวไซร้ อย่าให้คนหยัน
💬 แปล — นกตัวเล็กมีขนน้อยพอตัว ทำรังแค่พอให้ผัวเมียอยู่อาศัยได้ คนที่มักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัวย่อมถูกหัวเราะเยาะขับไล่ จึงควรทำแต่พอตัว อย่าให้ใครเย้ยหยันได้
💡 สอน ความพอเพียง / รู้จักประมาณตน สอดคล้องกับ แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง · ศัพท์: หัว = หัวเราะ, ไพเพิด = ขับไล่, หยัน = เยาะเย้ย
บทที่ 7 — เห็นท่านมีอย่าเคลิ้มใจตาม
เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำกิน
💬 แปล — เห็นคนอื่นร่ำรวยก็อย่าเคลิ้มคล้อยอยากได้ตามเขา แม้เรายากจนก็ให้มีใจงาม อย่าเกียจคร้าน ให้อุตส่าห์พยายามทำการงาน เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้านที่ขยัน อย่าท้อในการทำมาหากิน
💡 สอน ความขยันหมั่นเพียร + ไม่โลภอยากได้เท่าคนอื่น · ไม่สอดคล้องกับสำนวน “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง”
บทที่ 8 — คุณแม่หนาหนักเพี้ยงพสุธา (โคลงกระทู้)
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร
💬 แปล — พระคุณแม่หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน พระคุณพ่อกว้างใหญ่เหมือนท้องฟ้า พระคุณพี่สูงเหมือนเขาพระสุเมรุ พระคุณครูอาจารย์ล้ำลึกเทียบได้กับทะเล
💡 สอน ความกตัญญูกตเวที · เป็น โคลงกระทู้ (กระทู้ = “คุณ”) · เด่นเรื่อง อุปมา และ หลากคำ (เพี้ยง–ดุจ–พ่าง = เหมือน) · ไม่มีคำโทโทษ
บทที่ 9 — ก้านบัวบอกลึกตื้น
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน
💬 แปล — ก้านบัวบอกความลึกตื้นของน้ำ มารยาทบอกสันดานและการอบรมเลี้ยงดู คำพูดบอกว่าโง่หรือฉลาด หย่อมหญ้าที่เหี่ยวแห้งร้างไปบอกว่าดินตรงนั้นไม่ดี
💡 สอนให้ รู้จักพิจารณาคน จากมารยาทและคำพูด · ตรงกับสำนวน “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” · ญ่า (หญ้า) = คำเอกโทษ · คำโท 4 แห่ง = ตื้น เชื้อ เรื้อ ร้าย
บทที่ 10 — โคควายวายชีพได้เขาหนัง
โคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง- ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี
💬 แปล — วัวควายเมื่อตายไปยังเหลือเขาและหนังเป็นสิ่งของให้ใช้ได้ ส่วนคนเมื่อตายไป ร่างกายก็ดับสูญ คงเหลือไว้แต่ชื่อเสียง — จะเป็นชื่อร้ายหรือชื่อดีเท่านั้น
💡 สอนให้ ทำความดีไว้ให้คนรุ่นหลังจดจำ · ใกล้เคียงกับ “ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง / คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้” · เด็ด = ตาย
บทที่ 11 — น้ำใช้เต็มตุ่มตั้ง
น้ำใช้เต็มตุ่มตั้ง เต็มดี
น้ำอบอ่าอินทรีย์ อย่าผร้อง
น้ำปูนใส่เต้ามี อย่าขาด
น้ำจิตอย่าให้ข้อง ขัดน้ำใจใคร
💬 แปล — น้ำใช้ควรใส่ตุ่มไว้ให้เต็มอยู่เสมอ น้ำอบที่ใช้ประพรมร่างกายอย่าให้พร่อง น้ำปูนที่ใส่เต้าไว้กินกับหมากก็อย่าให้ขาด และน้ำใจก็อย่าให้ขัดข้องกับใคร
💡 สอนให้เห็น ความสำคัญของ “น้ำ” ทุกชนิด โดยเฉพาะน้ำใจ · เด่นเรื่อง การเล่นคำซ้ำต้นบาท (น้ำ…) · ผร้อง = คำโทโทษของ “พร่อง” · อินทรีย์ = ร่างกาย
บทที่ 12 — เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้วแหนงหนี (โคลงกระทู้)
เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี- วาอาตม์
หายาก ฝากผีไข้ ยากแท้จักหา
💬 แปล — เพื่อนกินเมื่อเราหมดทรัพย์ก็หลบหนีไป เพื่อนแบบนี้หาง่ายมีเป็นหมื่น ส่วนเพื่อนตายที่ยอมตายแทนเราได้ ฝากผีฝากไข้ได้นั้น หายากยิ่งนัก
💡 “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” — สอนให้คบเพื่อนแท้ · เป็น โคลงกระทู้ 2 คำ · ถ่ายแทนชีวาอาตม์ = ตายแทนได้ · แหนง = หมาง ระแวง
บทที่ 13 — อ่อนหวานมานมิตรล้นเหลือหลาย
อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา
สุริยส่องดาราไร้ เพื่อร้อนแรงแสง
💬 แปล — คนพูดจาอ่อนหวานย่อมมีมิตรมากมาย คนหยาบคายไม่มีเพื่อนเข้าใกล้ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ที่มีดาวห้อมล้อมประดับ ส่วนดวงอาทิตย์นั้นไร้ดาวเคียงข้างเพราะแสงร้อนแรงเกินไป
💡 สอน การปฏิบัติตนเพื่อให้มีเพื่อน — ใช้วาจาอ่อนหวาน ตรงกับ “พูดดีทำให้มีเพื่อนมาก” · มาน = มี, เกลอ = เพื่อน, กราย = เดินเฉียดเข้าใกล้, ศศิ = ดวงจันทร์