⚡ การ์ดความจำ 60 วินาที
ร.2 · ฉิม · กลอนเสภา · กรับ · ยอดแห่งกลอนเสภา · 15 ชั่ง · เสาร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12
- ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ — พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) พระนามเดิม ฉิม
- คำประพันธ์ — กลอนเสภา (ฉันทลักษณ์เหมือนกลอนแปดทุกประการ) ใช้ กรับ ให้จังหวะ
- ที่มาการขับเสภา — พัฒนามาจาก การเล่านิทาน
- เค้าเรื่อง — เรื่องจริงสมัย กรุงศรีอยุธยา (แผ่นดินสมเด็จพระพันวษา) แต่แต่งเป็นเสภาสมัยรัตนโกสินทร์
- คำยกย่อง — วรรณคดีสโมสร (ร.6) ยกย่องเป็น “ยอดแห่งกลอนเสภา”
- สินสอด — เงิน 15 ชั่ง (= 1,200 บาท) · ขันหมาก · ผ้าไหว้ 1 สำรับ · เรือนหอฝากระดาน 5 ห้อง
- ฤกษ์แต่งงาน — วันเสาร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 · เรือนหอปลูกเสร็จใน 1 วัน · พระ 10 รูป จากวัดป่าเลไลยก์
👑 1. ผู้แต่ง — พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2)
- พระนามเดิม ฉิม · พระราชโอรสใน ร.1 กับ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
- ประสูติ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ณ บ้านอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม (สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ)
- ในรัชกาลที่ 1 ทรงได้รับสถาปนาเป็น เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร แล้วเลื่อนเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
- ครองราชย์ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 · เสด็จสวรรคต 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367
- มีพระราชโอรสที่เป็นพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือ ร.3 และ ร.4
⚠️ ตัวหลอกยอดฮิต
• พระนามเดิม ฉิม (ทองด้วง = ร.1)
• เป็นพระราชโอรสใน ร.1 (ไม่ใช่ ร.2 — พระองค์คือ ร.2)
• พระราชชนนี = สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี = พระอัครมเหสี)
• พระอภัยมณี เป็นของสุนทรภู่ ไม่ใช่พระราชนิพนธ์ ร.2
📚 2. พระราชกรณียกิจ & บทพระราชนิพนธ์
พระราชกรณียกิจ 5 ด้าน
- การทำศึกสงคราม — ทำศึกกับพม่าที่หัวเมืองทางใต้ และส่งกองทัพไประงับเหตุวุ่นวายในเมืองเขมร
- การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา — บูรณะวัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดราชบุรณะ วัดโมลีโลกยาราม ฯลฯ · ส่งสมณทูตไปลังกา · ทรงแกะสลักบานประตูวัดสุทัศน์ฯ · อัญเชิญพระพุทธบุษยรัตน์ (พระแก้วขาว) จากเมืองจำปาศักดิ์ · ฟื้นฟูประเพณีวันวิสาขบูชา
- การปกครอง — ตราพระราชบัญญัติห้ามซื้อขายและห้ามสูบฝิ่น · เก็บภาษีแบบเดินสวนเดินนา · สร้างเมืองป้อมปราการป้องกันข้าศึกทางทะเล
- ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี — พระราชพิธีอาพาธพินาศ (คราวอหิวาตกโรคระบาดใหญ่) · สร้างสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง · ส่งเสริมการแต่งวรรณคดีจนได้ชื่อว่า “ยุคทองของวรรณคดีไทย”
- บทพระราชนิพนธ์ — ดูด้านล่าง
กวีคนสำคัญร่วมสมัย ร.2
กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ร.3) · กรมพระยาเดชาดิศร · กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ·
พระสุนทรโวหาร (ภู่) · นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน)
บทพระราชนิพนธ์ ร.2
- บทละครใน — อิเหนา, อุณรุท, รามเกียรติ์ (ตอนหนุมานถวายแหวน–ทศกัณฐ์ล้ม และตอนพระรามประพาสป่า จนถึงพระอิศวรอภิเษกพระรามกับนางสีดา)
- บทละครนอก — ไกรทอง, สังข์ทอง, คาวี, ไชยเชษฐ์, มณีพิชัย, สังข์ศิลป์ชัย
- กาพย์เห่ — กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
- คำพากย์รามเกียรติ์ — พากย์นางลอย, พากย์เอราวัณ, พากย์นาคบาศ, พากย์พรหมาสตร์
- กลอนเสภา — ขุนช้างขุนแผน 5 ตอน: พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม · พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม · นางวันทองหึงกับนางลาวทอง · ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างได้นางแก้วกิริยา · ขุนแผนพานางวันทองหนี
- เพลง — เพลงทรงพระสุบิน (บุหลันลอยเลื่อน / บุหลันเลื่อนลอยฟ้า / สรรเสริญพระจันทร์)
🎼 3. เสภา & ลักษณะคำประพันธ์
- เสภา คือการขับเล่าเรื่องเป็นทำนอง พัฒนามาจากการเล่านิทาน ใช้ กรับ ขยับให้จังหวะประกอบ (ภายหลังมีปี่พาทย์บรรเลงรับ) — ทำนองการขับเรียบง่าย
- กลอนเสภา — ใช้ขับให้ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน จึงมักแต่งเป็นเรื่องยาว มีจำนวนคำกลอนมาก · ฉันทลักษณ์เหมือนกลอนแปดทุกประการ
- การขึ้นต้นมี 2 แบบ
- ขึ้นต้นอย่างกลอนแปดทั่วไป
- ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ครานั้น...” (ต่างจากกลอนบทละครที่ขึ้นต้นด้วย “เมื่อนั้น / บัดนั้น”)
ศรีประจันให้ยกทั้งหวานคาว เลี้ยงพวกเจ้าบ่าวอยู่อึงมี่
กินอิ่มแล้วพลันทันที เอาของที่แถมพกยกออกมา
ตลับถมตะทองกระทงเมี่ยง มาวางเรียงส่งให้ได้พร้อมหน้า
พอพลบค่ำย่ำแสงสุริยา ขุนช้างไปเคหาด้วยทันที
↑ ขึ้นต้นอย่างกลอนแปดทั่วไป
ครานั้นตาสนกับตาเสา อีกทั้งยายเม้าและยายมิ่ง
ว่านานไปท่านจะได้พึ่งพิง ลูกทองประศรีดียิ่งนะคนนี้
ว่านอนสอนง่ายชายฉลาด ทั้งรูปทรงก็สะอาดสำอางศรี
รุ่นหนุ่มน้อยจ้อยเรียบร้อยดี ความชั่วไม่มีสักสิ่งอัน
↑ ขึ้นต้นด้วย “ครานั้น...” — บทนี้คือคำของ เฒ่าแก่ ที่ไปช่วยสู่ขอนางพิม
📖 4. ที่มาและวัตถุประสงค์
- เรื่องขุนช้างขุนแผนมีปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า จึงสันนิษฐานว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในสมัยกรุงศรีอยุธยา
- มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายร้อยปี แต่ภายหลังได้มีการตัดแปลงต่อเติมจนสนุกสนานและมีลักษณะคล้ายนิทาน
- เป็นวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ซึ่ง ร.2 ทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับกวีราชสำนัก เช่น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ร.3) และพระสุนทรโวหาร (ภู่)
- วัตถุประสงค์ — ใช้ในการขับเสภาและศึกษาวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ของไทยในสมัยก่อน
- รัชกาลที่ 6 วรรณคดีสโมสร ยกย่องว่าเป็น “ยอดแห่งกลอนเสภา”
💒 5. ประเพณีการแต่งงานในเรื่อง (ออกสอบหนัก)
ลำดับ: สู่ขอ → ปลูกเรือนหอ → แห่ขันหมาก → พิธีสงฆ์ + ซัดน้ำ → นอนเฝ้าหอ → ส่งตัว
- การสู่ขอ — ใช้ เฒ่าแก่ (ตาสน ตาเสา ยายเม้า ยายมิ่ง) ไปเจรจา · สำนวนสู่ขอคือ “จะขอพันธุ์ฟักแฟงแตงน้ำเต้า ที่ออเจ้าไปปลูกในไร่ข้า”
- การปลูกเรือนหอ — ธรรมเนียมไทยที่ชายไปอยู่บ้านหญิง ฝ่ายชายต้องปลูกเรือนหอในบริเวณบ้านฝ่ายหญิง · เรือนหอพลายแก้วเป็นเรือนฝากระดาน 5 ห้อง ปลูกเสร็จใน 1 วัน · มีพิธีทำขวัญเสาเรือนตามฤกษ์ก่อนลงมือปลูก
- ขันหมาก — ขันหมากหมั้น: หมากดิบ 8 ลูก พลู 4 เรียง ขันใส่เงินทองของหมั้น ใบเงินใบทอง ถั่ว งา ขนม ผลไม้ จัดเป็นคู่
ขันหมากแต่ง แบ่งเป็น ขันหมากเอก (ขันใส่หมากพลูขนาดใหญ่กว่าขันอื่น ขันใส่เงินทุน ขันใส่เงินสินสอด ฯลฯ — คนยกขันหมากเอกมักใช้เด็กรุ่นสาวที่ยังเป็นหญิงพรหมจารี) และ ขันหมากโท (หรือขันหมากเลว = ธรรมดาสามัญ ใส่ขนมมงคลและผลไม้ ไม่กำหนดเพศและวัยของผู้ยก)
- การซัดน้ำ — พระสงฆ์วักน้ำมนต์สาดให้บ่าวสาวจนเปียก ปัจจุบันไม่มีแล้ว ดัดแปลงเป็น “รดน้ำสังข์”
- การนอนเฝ้าหอ — สมัยก่อนไม่ส่งตัวในวันแต่งงาน ฤกษ์ส่งตัวอยู่หลังวันแต่ง 3 / 5 / 7 วัน เจ้าบ่าวต้องนอนเฝ้าเรือนหอคนเดียวจนถึงฤกษ์เรียงหมอน ระหว่างนั้นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจัดผู้สวดมาลัยมาสวดให้ฟังทุกคืนเพื่ออบรมเรื่องการครองเรือน
⚠️ จำให้แม่น — สินสอด 15 ชั่ง = 1,200 บาท (1 ชั่ง = 20 ตำลึง = 80 บาท) · ผ้าไหว้ 1 สำรับ = ผ้านุ่ง 1 ผืน + ผ้าห่ม 1 ผืน มอบแก่ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเพื่อแสดงความเคารพ
🏠 6. ศัพท์เรือนไทย — แยก “เครื่องบน” ให้ออก
เครื่องบน (หลังคา) = กลอน · แปลาน · จันทัน · อกไก่ · ดั้ง · จั่ว
| อกไก่ | ไม้เครื่องบนที่พาดเบื้องบนเป็นสันหลังคาเหนือใบดั้ง (สูงสุด) |
| จันทัน | ไม้เครื่องบนที่พาดบนขื่อ สำหรับรับแปลานหรือรับแป |
| แปลาน | ไม้ที่พาดระหว่างจันทันกับหน้าจั่ว ยาวตลอดเรือน ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากกลอน |
| กลอน | ไม้ที่พาดบนแป สำหรับวางเครื่องมุงหลังคา |
| จั่ว | เครื่องบนของเรือนที่ปิดด้านสกัดหลังคา กันลมและแดดฝน รูปสามเหลี่ยม |
| ขื่อ | ชื่อไม้เครื่องบนสำหรับยึดหัวเสาด้านขวาง |
| พรึง | ไม่ใช่เครื่องบน — ไม้กระดานหน้าใหญ่ตั้งอยู่บนหัวเสา รัดรอบเสาทั้ง 4 ด้าน |
| เสาหมอ | ไม่ใช่เครื่องบน — เสาขนาดสั้นช่วยรองรับรอดหาด้านสกัดหัวท้ายเรือน |
| เช็ดหน้า | กรอบประตูหรือหน้าต่าง — ปัจจุบันเรียก วงกบ |
| เต้า | เครื่องบนของเรือน ไม้ท่อนสี่เหลี่ยมแบน สอดโคนไว้ในช่องต่ำกว่าปลายเสาเรือน (เต้าราย / เต้ารุม) |
| ห้าห้อง | ขนาดของเรือน นับระหว่างช่วงเสาทางด้านข้าง ถ้ามี 5 ช่วงเรียก 5 ห้อง (ไม่ใช่จำนวนห้องในเรือน) |
| ฝากระดาน | เรือนไทยแบบเก่าที่สร้างด้วยไม้จริง — เป็นเรือนของผู้มีฐานะดี ใช้เวลาปลูกนานกว่าเรือนฝาสำรวด |
🔤 7. คำศัพท์อื่นที่ต้องแม่น
| กลอน | ไม้ที่พาดบนแปสำหรับวางเครื่องมุงหลังคา |
| เกือก | รองเท้า |
| ขันหมาก | ขันใส่หมากพลูที่เชิญไปพร้อมของอื่นในพิธีหมั้น/แต่งงาน เป็นเครื่องคำนับผู้ปกครองฝ่ายหญิง |
| เคหา | บ้าน ที่อยู่อาศัย |
| จ้วงจาบ | อาจเอื้อม ล่วงเกินผู้อื่นด้วยวาจา |
| จับปิ้ง | เครื่องปิดของลับของเด็กหญิง ทำด้วยเงินหรือนากเป็นต้น (จะปิ้ง / ตะปิ้ง / ตับปิ้ง) |
| จิ้ง | เหล็กสำหรับไขรูอย่างหนึ่ง |
| เจิ่น | เข้าหน้าไม่สนิทเพราะเหินไปนาน |
ฉมตะทอง (ถมตะทอง) | เครื่องถมที่ทำโดยวิธีเปียกทองทาทับลงบนเส้นเงิน — งานประณีตศิลป์ที่นิยมมากสมัยกรุงศรีอยุธยา |
| ชั่ง | มาตราเงินตามวิธีประเพณี 20 ตำลึง หรือ 80 บาท เป็น 1 ชั่ง |
| ตะบัน | เครื่องมือทรงกระบอกมีด้ามกระทุ้งสิ่งของให้แหลก (ใช้ตำหมาก) |
| เฒ่าแก่ | ผู้ใหญ่ที่เป็นประธานในการสู่ขอและการหมั้น |
| แถมพก | แถมให้เป็นพิเศษ |
| เดียดฉันท์ | ไม่พอใจด้วยความรังเกียจหรือความลำเอียง |
| ไผล่ | แทนที่จะเป็นอย่างนี้กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง |
| ผวย | ผ้าห่มหนา |
| ผ้าไหว้ | ผ้าที่ฝ่ายชายนำไปให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เพื่อแสดงความเคารพในเวลาแต่งงาน (1 สำรับ = ผ้านุ่ง 1 + ผ้าห่ม 1) |
| พร้า | มีดขนาดใหญ่ |
| มิ่ง | อีกที่ก, เสียงเซ็งแซ่ |
| แม่แปรก | หญิงสาวแก่ที่จัดจ้าน ซึ่งเป็นหัวหน้าของหญิงสาวในหมู่ |
| รัน | ดี |
| เรือกัญญา | เรือหลวงหลังคาทรงกัญญา |
| สมุก | ภาชนะสานมี 4 มุม มีฝาสวมครอบ สำหรับใส่สิ่งของต่าง ๆ |
| ส่าน | ผ้าขนสัตว์วิธีโบราณ (มีแหล่งกำเนิดจากเปอร์เซีย) |
| ตามะกล่ำ | ผ้าลายเป็นตา ๆ พื้นสีแดง เส้นสีดำ |
| ทับ | ปิด งับ |
| ออ | คำนำหน้าชื่อผู้ที่เราพูดด้วยหรือพูดถึง ใช้เรียกผู้ที่มีวัยวุฒิหรือฐานะทางสังคมด้อยกว่า |
| ออเจ้า | คำแทนชื่อผู้ที่เราพูดด้วยซึ่งมีวัยวุฒิหรือฐานะทางสังคมด้อยกว่า |
| หัวใจกรณีย์ | คาถา “จะ ภะ กะ สะ” |
🎨 8. วรรณศิลป์ · ค่านิยม · ความเชื่อ
ลีลาการประพันธ์ 4 แบบ
- เสาวรจนี — บทชมความงาม
- นารีปราโมทย์ — บทเกี้ยวพาราสี โอ้โลม
- พิโรธวาทัง — บทโกรธ ตัดพ้อ
- สัลลาปังคพิสัย — บทโศกเศร้า คร่ำครวญ
ขุนช้างได้ฟังอ้ายไทยว่า ดังใครเอาดาบผ่ากระบาลหัว
เสียดายพิมผูกพันใจสั่นรัว น้ำตารั่วหันหน้าเข้าฝาบัง
↑ สัลลาปังคพิสัย (และมี อุปมา — “ดังใครเอาดาบผ่ากระบาลหัว”)
ภาพพจน์ที่ออกสอบ
- สัทพจน์ (เลียนเสียง) — ฉานฉ่า · กรุก · เปรียะ
- อุปมา — ใช้คำเชื่อม ดัง / เหมือน / ดุจ เช่น “ด้วยลูกข้าคนเดียวดังดวงใจ”
- เล่นเสียงพยัญชนะ — “อย่าหึงหวงจ้วงจาบประจานเจิ่น”
ความเชื่อที่สะท้อนในเรื่อง
- การสร้างบ้าน — “ดีสิบเอ็ดใกล้รุ่งฤกษ์สำคัญ / ก็ทำขวัญเสาเสร็จเจ็ดนาที”
- เวทมนตร์คาถา — “พลายแก้วก็เสกขี้ผึ้งให้ / ด้วยหัวใจกรณีย์ดีขยัน”
- อิทธิพลศาสนาพุทธ — “ไม่เที่ยงแท้จริงจังสังขารา / หน่อยหนึ่งก็จะพากันตายไป”
- บุพเพสันนิวาส — “ร้อยชั่งจงฟังคำมารดา / นี่คู่เคยของเจ้ามาแต่ก่อนแล้ว”
คำสอนนางศรีประจัน (ค่านิยมหญิงไทย)
จงกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงกันให้ยืนยง กว่าจะปลงชีวิตชีวาลัย
ผิดพลั้งสั่งสอนกันก่อนหนา อย่าตีด่ากันมี่หาดีไม่
สะท้อนการเป็นแม่ศรีเรือน · สามีเป็นผู้นำ · ค่านิยมชีวิตคู่ยืนยาว · ไม่ได้สะท้อนการใช้ความรุนแรง
👥 ตัวละครและเนื้อเรื่องย่อ — ข้อสอบชอบถาม “ใครเป็นลูกใคร” และ “ใครทำอะไรตอนไหน” อ่านตารางความสัมพันธ์ให้ขึ้นใจก่อนลงสนาม
ขุนแผน (พลายแก้ว)
ลูกของ ขุนไกรพลพ่าย + นางทองประศรี · เมืองสุพรรณบุรี
ขุนไกรพลพ่ายเป็นทหารคุมด่านทางเมืองสุพรรณบุรี วันหนึ่งต้อนควายป่ามาให้สมเด็จพระพันวษาทอดพระเนตร แต่ควายป่าไม่ยอมเข้าคอก ขุนไกรจึงฆ่าควายป่าเพื่อปราบยศ ทำให้ต้องพระราชอาญาถึงขั้นประหารชีวิต และถูกริบทรัพย์สมบัติทั้งหมด นางทองประศรีจึงพาพลายแก้วหนีไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี
เมื่ออายุ 15 ปี พลายแก้วบวชเณรเรียนวิชาอาคมกับ ขรัวบุญ ที่วัดส้มใหญ่ เมื่อสำเร็จวิชาแล้วจึงขอให้นางทองประศรีพาไปฝากเรียนวิชากับ ขรัวมี ที่วัดป่าเลไลยก์ เมืองสุพรรณบุรี ที่นี่ได้พบขุนช้างเพื่อนเก่าและนางพิมพิลาไลยอีกครั้งในงานเทศน์มหาชาติ ต่อมาถูกสมภารจับได้เรื่องเกี้ยวนางสายทอง จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงตาจง ที่วัดแค แล้วสึกออกมาแต่งงานกับนางพิม
หลังแต่งงานไม่นานถูกเกณฑ์ไปทัพเมืองเชียงทอง รบชนะได้รับปูนบำเหน็จเป็น “ขุนแผนแสนสะท้าน” ภายหลังได้ทำศึกอีกหลายครั้ง และได้รับปูนบำเหน็จเป็น “พระสุรินทรฦๅไชย” เจ้าเมืองกาญจนบุรี
นางพิมพิลาไลย (นางวันทอง)
ลูกของ พันศรโยธา + นางศรีประจัน · เมืองสุพรรณบุรี
พันศรโยธาเป็นพ่อค้า ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง เมืองสุพรรณบุรี ครั้งหนึ่งเดินทางไปค้าต่างเมืองแล้วป่วยเป็นไข้ป่าและเสียชีวิต นางศรีประจันจึงเลี้ยงดูนางพิมเพียงลำพัง
นางพิมมีรูปร่างหน้าตางดงาม เป็นที่หมายปองของผู้ชายโดยทั่วไป โดยเฉพาะขุนช้างและพลายแก้วซึ่งเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ในงานเทศน์มหาชาติที่วัดป่าเลไลยก์ นางพิมชอบใจการเทศน์กัณฑ์มัทรีของเณรแก้ว จึงเปลื้องผ้าสไบบูชากัณฑ์เทศน์ แต่ขุนช้างเปลื้องผ้าของตนวางทับไว้ ทำให้นางขุ่นเคืองมาก
เมื่อพลายแก้วไปทัพเชียงทอง นางล้มป่วยรักษาไม่หาย ขรัวตาแห่งวัดป่าเลไลยก์จึงแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น “วันทอง” แล้วอาการจึงหาย ต่อมาขุนช้างหลอกว่าพลายแก้วตายในสงคราม นางจึงถูกนางศรีประจันบังคับให้แต่งงานกับขุนช้าง สุดท้ายถูกสมเด็จพระพันวษาสั่งประหารชีวิต เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอยู่กับใคร
ขุนช้าง
ลูกของ ขุนศรีวิชัย + นางเทพทอง · เมืองสุพรรณบุรี
ขุนศรีวิชัยรับราชการเป็นนายกองกรมช้างนอก มีฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐี ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลต้นมะลิเนี้ย เมืองสุพรรณบุรี วันหนึ่งขุนศรีวิชัยถูกโจรปล้นและถูกฆ่าตาย นางเทพทองจึงปกครองบ้านเรือนทรัพย์สมบัติและเลี้ยงดูขุนช้างเพียงลำพัง
ขุนช้างมีรูปลักษณ์ขี้เหร่ ศีรษะล้าน แต่ฐานะร่ำรวย ภรรยาคนแรกคือ นางแก่นแก้ว อยู่ด้วยกันได้เพียงปีเดียวนางก็เสียชีวิต หลังจากนั้นขุนช้างพยายามสู่ขอนางพิมพิลาไลยแต่ถูกปฏิเสธเรื่อยมา
ในงานแต่งงานของพลายแก้วกับนางพิม ขุนช้างถูกเชิญให้มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ซึ่งเขาเสียใจมากแต่ก็จำใจมาร่วมงาน ต่อมาจึงกลั่นแกล้งให้พลายแก้วไปทัพ และหลอกว่าพลายแก้วตายในสงคราม จนได้นางวันทองมาเป็นภรรยา
ภรรยาทั้ง 5 ของขุนแผน
จำคู่ “แม่–ลูก” ให้แม่น
1. นางพิมพิลาไลย (ต่อมาคือนางวันทอง) — บุตรชาย พลายงาม (ภายหลังคือ จมื่นไวยวรนาถ)
2. นางสายทอง — พี่เลี้ยงของนางพิม ผู้รู้เห็นเป็นใจให้พลายแก้วลอบพบนางพิม ต่อมาได้เป็นภรรยาในคืนเดียวกับที่ได้นางพิม
3. นางลาวทอง — ลูกสาวนายบ้านจอมทอง ได้มาเมื่อครั้งไปตีเมืองเชียงทอง · บุตรชาย พลายณรงค์ (เป็นต้นเหตุให้นางวันทองหึงและทะเลาะกับขุนแผน)
4. นางบัวคลี่ — ลูกสาวหมื่นหาญ ถูกบิดาสั่งให้วางยาพิษฆ่าขุนแผน ขุนแผนรู้ตัวก่อนจึงผ่าท้องนำลูกในครรภ์ไปปลุกเสกเป็น “กุมารทอง”
5. นางแก้วกิริยา — ลูกสาวพระยาสุโขทัย ถูกพ่อนำมาขายให้เป็นทาสของขุนช้างเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ · บุตรชาย พลายชุมพล
เนื้อเรื่องย่อ — ตอน พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม
อ่านเรียงเหตุการณ์ 1 → 8
1. สู่ขอ — พลายแก้วขอให้นางทองประศรีไปสู่ขอนางพิมพิลาไลยมาเป็นภรรยา นางทองประศรีจึงพา ตาสน ตาเสา ยายเม้า ยายมิ่ง เป็นเฒ่าแก่ ลงเรือไปบ้านนางศรีประจันที่เมืองสุพรรณบุรี
2. เล่าความหลัง — นางทองประศรีเล่าเรื่องขุนไกรพลพ่ายถูกประหารและทรัพย์ถูกริบ ตนต้องพาพลายแก้วหนีไปกาญจนบุรี โดยพึ่งพาขุนไกรเมืองกาญจนบุรีซึ่งเป็นญาติ
3. ตกลงแต่งงาน — นางศรีประจันไม่ได้รังเกียจที่พลายแก้วยากจน เพราะชอบรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ อีกทั้งยังซาบซึ้งใจที่พลายแก้วเคยเปลื้องผ้าบูชากัณฑ์เทศน์ให้นางพิม จึงตกลงยกนางพิมให้ โดยกำหนดวันเสาร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 เรียกสินสอดเงิน 15 ชั่ง ขันหมาก ผ้าไหว้ 1 สำรับ และให้ปลูกเรือนหอฝากระดาน 5 ห้อง
4. ปลูกเรือนหอ — ก่อนวันแต่งงาน พลายแก้วพาคนมาช่วยปลูกเรือนหอที่บ้านนางศรีประจันตามธรรมเนียมไทยที่แต่งเขยเข้าบ้านฝ่ายหญิง ใช้เวลาปลูกเพียง 1 วันก็แล้วเสร็จ
5. แห่ขันหมาก — วันแต่งงาน นางทองประศรีจัดขบวนขันหมากลงเรือกัญญาไปบ้านเจ้าสาว มีการกั้นประตูเงินประตูทองและตรวจนับจำนวนสินสอด
6. เพื่อนเจ้าบ่าว — พลายแก้วให้บ่าวไปเชิญขุนช้างมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ขุนช้างทราบข่าวก็เสียใจมากแต่จำใจมาร่วมงาน ในวันแต่งงานพลายแก้วยังล้อขุนช้างถึงเรื่องสมัยเด็กที่เคยเล่นเป็นผัวเมียกับนางพิม แล้วตนไปแย่งชิงนางมา ขุนช้างโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
7. พิธีสงฆ์และซัดน้ำ — ช่วงบ่ายมีพิธีสวดมนต์และซัดน้ำ โดยนางศรีประจันนิมนต์พระจากวัดป่าเลไลยก์ 10 รูป เมื่อเสร็จพิธีแล้วจึงยกอาหารคาวหวานออกมาเลี้ยงผู้ร่วมงาน
8. ส่งตัว — นางศรีประจันอบรมสั่งสอนนางพิมถึงการปฏิบัติตนในการเป็นภรรยาและการเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี แล้วเมื่อถึงฤกษ์จึงส่งตัวนางพิมไปให้พลายแก้วที่เรือนหอ